ปวดท้องประจำเดือน
- รับลิงก์
- X
- อีเมล
- แอปอื่นๆ
ปวดท้องประจำเดือนวิธีแก้ปวด
มื่อพูดถึงอาการ ปวดท้องเมนส์ หรือ ปวดท้องประจำเดือนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเผชิญทุกเดือนเลยทีเดียว บางรายอาจจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย บางคนปวดรุนแรงจนถึงขั้นเป็นลม ต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติ ของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ ได้ เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก เป็นต้น หรือหลายคนอาจจะกังวลว่าตัวเองอาจจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ พูดได้เลยว่าอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของสาว ๆ ที่ต้องระวัง ไม่ควรมองข้าม
อาการปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps หรือ Dysmenorrhea) และอาการร่วมอื่น ๆ ที่พบบ่อยในช่วงมีประจำเดือน มีดังนี้
- ปวดบิด ปวดเกร็งเป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย
- ปวดท้องร้าวไปถึงหลัง
- ปวดหัว เวียนหัว
- ปวดหลัง
- คลื่นไส้ อาเจียน
ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ควรพบแพทย์าการปวดท้องประจำเดือนอาจไม่ใช่อาการปวดที่ปกติเสมอไป ดังนั้นเราต้องสังเกตสัญญาณเตือนอาการปวดท้องประจำเดือนที่ผิดปกติควรพบแพทย์ด่วน ได้แก่
- ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นทุกเดือน
- รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
- ปวดประจำเดือนและมีไข้ร่วมด้วย
- ปวดประจำเดือนรุนแรงเป็นครั้งแรกเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป
- ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
- ปวดท้องน้อยแต่ไม่มีประจำเดือน
- ประจำเดือนเป็นสีคล้ำ ผิดปกติ
- ตกขาวมีกลิ่น
- คันช่องคลอด
าการปวดท้องประจำเดือนอาจไม่ใช่อาการปวดที่ปกติเสมอไป ดังนั้นเราต้องสังเกตสัญญาณเตือนอาการปวดท้องประจำเดือนที่ผิดปกติควรพบแพทย์ด่วน ได้แก่
- ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นทุกเดือน
- รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
- ปวดประจำเดือนและมีไข้ร่วมด้วย
- ปวดประจำเดือนรุนแรงเป็นครั้งแรกเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป
- ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
- ปวดท้องน้อยแต่ไม่มีประจำเดือน
- ประจำเดือนเป็นสีคล้ำ ผิดปกติ
- ตกขาวมีกลิ่น
- คันช่องคลอด
สาเหตุของการปวดท้องประจำเดือนอาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้
การปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากสารโพรสตาแกลนดิน
(Prostaglandin) ที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงมีประจำเดือน
ซึ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวมากขึ้น
การปวดท้องประจำเดือนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น
ๆ เช่น
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis หรือ
Chocolate Cyst)
ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome) เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่ผิปกติทำให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่
อาการที่สังเกตได้คือ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมานานกว่าปกติ เป็นต้น
เนื้องอกในมดลูก
อุ้งเชิงกรานอักเสบ
ประเภทของการปวดท้องประจำเดือน
ปวดประจำเดือนประเภทปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea)
การปวดท้องประจำเดือนแบบปฐมภูมิคืออาการปวดท้องประจำเดือนที่ไม่มีโรคอื่น
ๆ ร่วมด้วย อาการปวดท้องประจำเดือนประเภทนี้เกิดจากสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงมีประจำเดือน
ซึ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวมากขึ้น
อาการปวดท้องประจำเดือนปฐมภูมิที่สังเกตได้ เช่น
ปวดบริเวณท้องน้อยในช่วงในช่วง 48 ชั่วโมง
ก่อนมีประจำเดือน และคงอยู่ประมาณ 2 วันของการมีประจำเดือน
ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน และอาจร้าวไปถึงหลัง หรือต้นขาได้
ท้องเสีย ถ่ายเหลว
คลื่นไส้
อ่อนเพลีย เหนื่อย
ตรวจภายในแล้วไม่พบความผิดหรือโรคอื่น ๆ
อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้
การปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากสารโพรสตาแกลนดิน
(Prostaglandin) ที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงมีประจำเดือน
ซึ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวมากขึ้น
การปวดท้องประจำเดือนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น
ๆ เช่น
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis หรือ
Chocolate Cyst)
ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome) เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่ผิปกติทำให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่
อาการที่สังเกตได้คือ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมานานกว่าปกติ เป็นต้น
เนื้องอกในมดลูก
อุ้งเชิงกรานอักเสบ
ประเภทของการปวดท้องประจำเดือน
ปวดประจำเดือนประเภทปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea)
การปวดท้องประจำเดือนแบบปฐมภูมิคืออาการปวดท้องประจำเดือนที่ไม่มีโรคอื่น
ๆ ร่วมด้วย อาการปวดท้องประจำเดือนประเภทนี้เกิดจากสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงมีประจำเดือน
ซึ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวมากขึ้น
อาการปวดท้องประจำเดือนปฐมภูมิที่สังเกตได้ เช่น
ปวดบริเวณท้องน้อยในช่วงในช่วง 48 ชั่วโมง
ก่อนมีประจำเดือน และคงอยู่ประมาณ 2 วันของการมีประจำเดือน
ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน และอาจร้าวไปถึงหลัง หรือต้นขาได้
ท้องเสีย ถ่ายเหลว
คลื่นไส้
อ่อนเพลีย เหนื่อย
ตรวจภายในแล้วไม่พบความผิดหรือโรคอื่น ๆ
ปวดประจำเดือนประเภททุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)
อาการปวดท้องประจำเดือนทุติยภูมิคืออาการปวดท้องประจำเดือนที่มีโรคอื่น
ๆ ร่วมด้วย เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การใส่ห่วงอนามัย
และอื่น ๆ โดยมักมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้
ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ปวดท้องเมนส์จนนอนไม่ได้
รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาคุมกำเนิดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
ไม่ตอบสนองกับยา
อาการปวดประจำเดือนรุนแรงมากกว่าในอดีต
หรือในอดีตไม่เคยปวดท้องประจำเดือนมาก่อน
ประจำเดือนมามาก หรือมาผิดปกติ
รู้สึกเจ็บ ปวด ขณะมีเพศสัมพันธ์
มีตกขาวที่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ
ภาวะมีบุตรยาก
การบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน
โดยทั่วไปแล้วกลุ่มยาแก้ปวดประจำเดือนคือยากลุ่ม
Non-Steroidal
Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs กลุ่มยา NSAIDs คือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน
หรือสารที่กระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบตัวซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้อง
ทั้งนี้การรับประทานยา กลุ่ม NSAIDs
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน
เพื่อเลือกยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น
โรคกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร โรคตับ โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้ยา
นอกเหนือจากการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนแล้ว
ยังสามารถใช้การประคบอุ่นบริเวณท้องน้อยได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น โยคะ
พิลาทิส หรือการทำสมาธิก็เป็นอีกทางที่ช่วยป้องกันและเป็นวิธีแก้ปวดท้องเมนส์ได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปวดท้องประจำเดือน
ปวดท้องประจำเดือน กินยาพาราได้ไหม?
หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนในระดับต่ำ
สามารถกินยาพาราเซตตามอลได้
แต่หากพิจารณาในแง่กลไกการออกฤทธิ์ของยาพาราเซตตามอลแล้วตัวยาอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้น้อยเนื่องจากยาพาราเซตามอลไม่สามารถยับยั้งสารพอสตราแกลนดินได้
ดังนั้นอาการปวดจะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนระดับปานกลางหรือรุนแรง
ปวดท้องประจําเดือน กินอะไรดี?
เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการปวดท้องมากขึ้น
ควรดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เช่น น้ำอุ่น น้ำขิงอุ่น น้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น
จะช่วยให้รู้สึกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียม เช่น กล้วย
ผักโขม ปวยเล้ง หรือตำลึงจะช่วยลดอาการปวดเกร็งได้
สรุปปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องเมนส์เป็นปัญหาสุขภาพที่กวนใจและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้หญิงหลายคน
ไม่ใช่แค่อาการปวดท้องประจำเดือน แต่ยังมีอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อย
หงุดหงิด คัดเต้านม และอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย
ดังนั้นผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง ปวดท้องบ่อย ๆ
หรือหญิงวัยเจริญพันธุ์ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กร่างกายและตรวจภายในเป็นประจำ
Content
powered by Expert
ภญ.วุฒิรัต ธรรมวุฒิ เภสัชกร
ปวดประจำเดือนประเภททุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)
อาการปวดท้องประจำเดือนทุติยภูมิคืออาการปวดท้องประจำเดือนที่มีโรคอื่น
ๆ ร่วมด้วย เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การใส่ห่วงอนามัย
และอื่น ๆ โดยมักมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้
ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ปวดท้องเมนส์จนนอนไม่ได้
รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาคุมกำเนิดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
ไม่ตอบสนองกับยา
อาการปวดประจำเดือนรุนแรงมากกว่าในอดีต
หรือในอดีตไม่เคยปวดท้องประจำเดือนมาก่อน
ประจำเดือนมามาก หรือมาผิดปกติ
รู้สึกเจ็บ ปวด ขณะมีเพศสัมพันธ์
มีตกขาวที่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ
ภาวะมีบุตรยาก
การบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน
โดยทั่วไปแล้วกลุ่มยาแก้ปวดประจำเดือนคือยากลุ่ม
Non-Steroidal
Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs กลุ่มยา NSAIDs คือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน
หรือสารที่กระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบตัวซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้อง
ทั้งนี้การรับประทานยา กลุ่ม NSAIDs
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน
เพื่อเลือกยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น
โรคกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร โรคตับ โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้ยา
นอกเหนือจากการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนแล้ว
ยังสามารถใช้การประคบอุ่นบริเวณท้องน้อยได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น โยคะ
พิลาทิส หรือการทำสมาธิก็เป็นอีกทางที่ช่วยป้องกันและเป็นวิธีแก้ปวดท้องเมนส์ได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปวดท้องประจำเดือน
ปวดท้องประจำเดือน กินยาพาราได้ไหม?
หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนในระดับต่ำ
สามารถกินยาพาราเซตตามอลได้
แต่หากพิจารณาในแง่กลไกการออกฤทธิ์ของยาพาราเซตตามอลแล้วตัวยาอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้น้อยเนื่องจากยาพาราเซตามอลไม่สามารถยับยั้งสารพอสตราแกลนดินได้
ดังนั้นอาการปวดจะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนระดับปานกลางหรือรุนแรง
ปวดท้องประจําเดือน กินอะไรดี?
เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการปวดท้องมากขึ้น
ควรดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เช่น น้ำอุ่น น้ำขิงอุ่น น้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น
จะช่วยให้รู้สึกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียม เช่น กล้วย
ผักโขม ปวยเล้ง หรือตำลึงจะช่วยลดอาการปวดเกร็งได้
สรุปปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องเมนส์เป็นปัญหาสุขภาพที่กวนใจและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้หญิงหลายคน
ไม่ใช่แค่อาการปวดท้องประจำเดือน แต่ยังมีอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อย
หงุดหงิด คัดเต้านม และอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย
ดังนั้นผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง ปวดท้องบ่อย ๆ
หรือหญิงวัยเจริญพันธุ์ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กร่างกายและตรวจภายในเป็นประจำ
Content
powered by Expert
- รับลิงก์
- X
- อีเมล
- แอปอื่นๆ






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น