ปวดท้องประจำเดือน

 

      ปวดท้องประจำเดือนวิธีแก้ปวด


มื่อพูดถึงอาการ ปวดท้องเมนส์ หรือ ปวดท้องประจำเดือนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเผชิญทุกเดือนเลยทีเดียว บางรายอาจจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย บางคนปวดรุนแรงจนถึงขั้นเป็นลม ต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติ ของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ ได้ เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก เป็นต้น หรือหลายคนอาจจะกังวลว่าตัวเองอาจจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ พูดได้เลยว่าอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของสาว ๆ ที่ต้องระวัง ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps หรือ Dysmenorrhea) และอาการร่วมอื่น ๆ ที่พบบ่อยในช่วงมีประจำเดือน มีดังนี้

  1. ปวดบิด ปวดเกร็งเป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย
  2. ปวดท้องร้าวไปถึงหลัง 
  3. ปวดหัว เวียนหัว
  4. ปวดหลัง
  5. คลื่นไส้ อาเจียน

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ควรพบแพทย์

าการปวดท้องประจำเดือนอาจไม่ใช่อาการปวดที่ปกติเสมอไป ดังนั้นเราต้องสังเกตสัญญาณเตือนอาการปวดท้องประจำเดือนที่ผิดปกติควรพบแพทย์ด่วน ได้แก่ 

  1. ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นทุกเดือน
  2. รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
  3. ปวดประจำเดือนและมีไข้ร่วมด้วย
  4. ปวดประจำเดือนรุนแรงเป็นครั้งแรกเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป 
  5. ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
  6. ปวดท้องน้อยแต่ไม่มีประจำเดือน
  7. ประจำเดือนเป็นสีคล้ำ ผิดปกติ
  8. ตกขาวมีกลิ่น 
  9. คันช่องคลอด

สาเหตุของการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้

 

การปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวมากขึ้น

 

การปวดท้องประจำเดือนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ เช่น

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis หรือ Chocolate Cyst)

ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome) เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่ผิปกติทำให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ อาการที่สังเกตได้คือ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมานานกว่าปกติ เป็นต้น

เนื้องอกในมดลูก

อุ้งเชิงกรานอักเสบ

ประเภทของการปวดท้องประจำเดือน

ปวดประจำเดือนประเภทปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea)

การปวดท้องประจำเดือนแบบปฐมภูมิคืออาการปวดท้องประจำเดือนที่ไม่มีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย อาการปวดท้องประจำเดือนประเภทนี้เกิดจากสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวมากขึ้น อาการปวดท้องประจำเดือนปฐมภูมิที่สังเกตได้ เช่น

 

ปวดบริเวณท้องน้อยในช่วงในช่วง 48 ชั่วโมง ก่อนมีประจำเดือน และคงอยู่ประมาณ 2 วันของการมีประจำเดือน

ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน และอาจร้าวไปถึงหลัง หรือต้นขาได้

ท้องเสีย ถ่ายเหลว

คลื่นไส้

อ่อนเพลีย เหนื่อย

ตรวจภายในแล้วไม่พบความผิดหรือโรคอื่น ๆ


ปวดประจำเดือนประเภททุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)

อาการปวดท้องประจำเดือนทุติยภูมิคืออาการปวดท้องประจำเดือนที่มีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การใส่ห่วงอนามัย และอื่น ๆ โดยมักมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้

 

ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ปวดท้องเมนส์จนนอนไม่ได้

รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาคุมกำเนิดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่ตอบสนองกับยา

อาการปวดประจำเดือนรุนแรงมากกว่าในอดีต หรือในอดีตไม่เคยปวดท้องประจำเดือนมาก่อน

ประจำเดือนมามาก หรือมาผิดปกติ

รู้สึกเจ็บ ปวด ขณะมีเพศสัมพันธ์

มีตกขาวที่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ

ภาวะมีบุตรยาก

การบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

 

โดยทั่วไปแล้วกลุ่มยาแก้ปวดประจำเดือนคือยากลุ่ม Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs กลุ่มยา NSAIDs คือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน หรือสารที่กระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบตัวซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้อง ทั้งนี้การรับประทานยา กลุ่ม NSAIDs ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน เพื่อเลือกยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร โรคตับ โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้ยา

 

นอกเหนือจากการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนแล้ว ยังสามารถใช้การประคบอุ่นบริเวณท้องน้อยได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น โยคะ พิลาทิส หรือการทำสมาธิก็เป็นอีกทางที่ช่วยป้องกันและเป็นวิธีแก้ปวดท้องเมนส์ได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องประจำเดือน กินยาพาราได้ไหม?

หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนในระดับต่ำ สามารถกินยาพาราเซตตามอลได้ แต่หากพิจารณาในแง่กลไกการออกฤทธิ์ของยาพาราเซตตามอลแล้วตัวยาอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้น้อยเนื่องจากยาพาราเซตามอลไม่สามารถยับยั้งสารพอสตราแกลนดินได้ ดังนั้นอาการปวดจะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนระดับปานกลางหรือรุนแรง


ปวดท้องประจําเดือน กินอะไรดี?

เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการปวดท้องมากขึ้น ควรดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เช่น น้ำอุ่น น้ำขิงอุ่น น้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น จะช่วยให้รู้สึกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียม เช่น กล้วย ผักโขม ปวยเล้ง หรือตำลึงจะช่วยลดอาการปวดเกร็งได้

 

สรุปปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องเมนส์เป็นปัญหาสุขภาพที่กวนใจและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้หญิงหลายคน ไม่ใช่แค่อาการปวดท้องประจำเดือน แต่ยังมีอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อย หงุดหงิด คัดเต้านม และอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนั้นผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง ปวดท้องบ่อย ๆ หรือหญิงวัยเจริญพันธุ์ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กร่างกายและตรวจภายในเป็นประจำ

  

Content powered by Expert

 ภญ.วุฒิรัต ธรรมวุฒิ เภสัชกร



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หลอดเลือดยืดหยุ่นดีสะอาดแข็งแรง

ยืน เดิน นั่งลำบาก ภาวะกระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้สูงอายุ